logo

ประวัติคณะ

ประวัติคณะ

รากฐานของคณะครุศาสตร์

เมื่องานครูเป็น “งานพิเศษ” ครูจึงมีความสําคัญมาก เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มการ วางรากฐานการศึกษาแผนใหม่โดยจัดเป็นระบบโรงเรียนขึ้นมา ซึ่งเริ่มจากโรงเรียนในพระบรมมหาราชวัง แล้ว ขยายโรงเรียนออกไปสู่ราษฎรทุกระดับชั้น แนวพระราชดําริที่สําคัญในด้านการจัดการศึกษาของพระองค์ คือ การจัดตั้งโรงเรียนฝึกครู เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ จุดประสงค์เพื่อผลิตคนที่จะเป็นกําลังสําคัญในการพัฒนา คุณภาพ การศึกษาให้สูงขึ้น เนื่องจากการศึกษาและโรงเรียนหลวงได้ขยายตัวออกไปมากทําให้ขาดแคลน ครูผู้สอนที่มี คุณภาพ ซึ่งในระยะแรกจึงจําเป็นต้องพึ่งครูต่างประเทศ


โรงเรียนฝึกหัดครูเริ่มตั้ง ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๕ โครงการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูมีวัตถุประสงค์ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในการสอนอย่างแท้จริง สําหรับไปเป็นครูสอนในโรงเรียนต่างๆ ที่ยัง ขาดแคลนอยู่ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดําริของสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ แต่ต้องทรงย้ายไปดํารง ตําแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอย่างกะทันหัน อย่างไรก็ตามโครงการนี้ก็ยังคง ดําเนินการต่อมาในสมัยที่ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ โดยใช้ชื่อเรียกว่า “โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์” ความสําคัญของโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์พบได้จากคํากราบบังคม ทูลที่เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ มีต่อพระเจ้าน้องยา เธอกรมหมื่นสมมตอมรพันธุ์ ผู้ทรงปฏิบัติหน้าที่ราชเลขานุการ ในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ดังนี้

“ ในการศึกษาที่จะให้แพร่หลายไพบูรณ์เป็นแบบแผนสืบต่อไป ก็จําเป็นต้องมีโรงเรียน ฝึกหัดครูอาจารย์ การศึกษาจึงจะเป็นการเจริญสืบไป ด้วยต้องการครูที่จะสอนตาม ธรรมเนียมแบบแผนโดยแท้ และการที่จะสอนผู้เป็นครูอาจารย์อีกทีนั้นเป็นการยาก ที่สุด ไม่เหมือนสอนกับนักเรียนธรรมดา ”

เมื่องานครูเป็น “งานพิเศษ” ครูจึงมีความสําคัญมาก เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มการ วางรากฐานการศึกษาแผนใหม่โดยจัดเป็นระบบโรงเรียนขึ้นมา ซึ่งเริ่มจากโรงเรียนในพระบรมมหาราชวัง แล้ว ขยายโรงเรียนออกไปสู่ราษฎรทุกระดับชั้น แนวพระราชดําริที่สําคัญในด้านการจัดการศึกษาของพระองค์ คือ การจัดตั้งโรงเรียนฝึกครู เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ จุดประสงค์เพื่อผลิตคนที่จะเป็นกําลังสําคัญในการพัฒนา คุณภาพ การศึกษาให้สูงขึ้น เนื่องจากการศึกษาและโรงเรียนหลวงได้ขยายตัวออกไปมากทําให้ขาดแคลน ครูผู้สอนที่มี คุณภาพ ซึ่งในระยะแรกจึงจําเป็นต้องพึ่งครูต่างประเทศโรงเรียนฝึกหัดครูเริ่มตั้ง ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๕ โครงการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูมีวัตถุประสงค์ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในการสอนอย่างแท้จริง สําหรับไปเป็นครูสอนในโรงเรียนต่างๆ ที่ยัง ขาดแคลนอยู่ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดําริของสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ แต่ต้องทรงย้ายไปดํารง ตําแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอย่างกะทันหัน อย่างไรก็ตามโครงการนี้ก็ยังคงดําเนินการต่อมาในสมัยที่ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ โดยใช้ชื่อเรียกว่า “โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์”ความสําคัญของโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์พบได้จากคํากราบบังคมทูลที่เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ มีต่อพระเจ้าน้องยา เธอกรมหมื่นสมมตอมรพันธุ์ผู้ทรงปฏิบัติหน้าที่ราชเลขานุการในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ดังนี้

history

เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ (พ.ศ. ๒๔๕๔) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ยก โรงเรียนมหาดเล็ก ขึ้นเป็น “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ได้ โปรดเกล้าฯ ให้โรงเรียนระดับอุดมศึกษา ๔ โรงเรียน รวมเข้าเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ คือ


  • โรงเรียนมหาดเล็ก เป็นแผนกรัฏฐประศาสนศึกษา (พ.ศ. ๒๔๔๒)
  • โรงเรียนราชแพทยาลัย เป็นแผนกเวชชศึกษา (พ.ศ. ๒๔๓๓)
  • โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ เป็นแผนกคุรุศึกษา (พ.ศ. ๒๔๓๕)
  • โรงเรียนกฎหมาย เป็นแผนกเนติศึกษา (พ.ศ. ๒๔๓๙)
  • (พ.ศ. ในวงเล็บ คือปีที่เปิดการสอน)

ในหนังสือระเบียบการ โรงเรียนข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๕๗ โรงเรียนแบ่งเป็นแผนกดังนี้

  • ก) เวชชศึกษา (อยู่ที่โรงเรียนราชแพทยาลัย วังหลัง)
  • ข) คุรุศึกษา (อยู่ที่โรงเรียนฝึกหัดครู บ้านสมเด็จเจ้าพระยา)
  • ค) รัฏฐประศาสนศึกษา แผนกปกครอง (ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ข้างประตูพิมานไชยศรี)
  • ง) เนติศึกษา (โรงเรียนกฎหมาย ที่เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา)
  • จ) ยันตรศึกษา (เปิดสอนที่วังใหม่)

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเป็นสถาบันฝึกหัดครูที่ได้สืบสานพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเห็นความสําคัญของ “ครู” ที่จะต้องได้รับการ “อบรม” และ “ฝึกฝน” ให้เป็นครูตามแบบฉบับด้วยคุณสมบัติที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรมาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงยกย่องครู ไว้เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๗ ว่า

“ ครูตามแบบฉบับมักจะมิได้เป็นผู้ที่บริบูรณ์ด้วยทรัพย์ ด้วยยศศักดิ์ อํานาจ และ อิทธิพลนัก หากแต่บริบูรณ์ด้วยสมบัติทางธรรม เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความ เมตตา ปรานี ความเสียสละ ซึ่งเป็นเหตุทําให้สามารถผูกพันจิตใจผู้เป็นศิษย์ ให้รัก ใคร่ ไว้ใจ และความเคารพเชื่อฟังได้แน่นแฟ้น และสามารถที่จะสั่งสอนถ่ายทอด ทั้ง วิชาความรู้ ทั้งจิตใจ และมารยาทที่ดีให้แก่ศิษย์ได้พร้อมมูล ทําให้ศิษย์มีความฉลาด รอบรู้ มีความอ่อนน้อม มิใช่นอบน้อมเพียงแต่กับผู้ใหญ่ หากรวมถึงนอบน้อมนับถือ ในกันและกันด้วย อันจะทําให้เข้าใจกันและเอื้อเฟื้อสนับสนุนกัน”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงถือเป็นสถาบันการศึกษาที่มี หน้าที่ผลิต “ครู” ที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นการปฏิรูปการศึกษาของไทย


ประวัติคณะครุศาสตร์ระบุว่า ก่อตั้งขึ้นโดย ศาสตราจารย์ ท่านผู้หญิงพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ นับเป็นคณะที่ ๗ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พันธกิจที่สําคัญยิ่งของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือ การสร้างและพัฒนาครูให้เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม เป็นผู้ที่ตระหนักถึง ภาระหน้าที่รับผิดชอบในงานของครู ซึ่งเป็น “งานพิเศษ ผิดแปลกกว่างานอื่น ๆ” ด้วยเป็นงานการสร้างคนให้ เปน็ ทรัพยากรอันทรงคุณค่าของประเทศชาติและสังคม


อย่างไรก็ตาม งานการสร้างครูนี้ มิได้เริ่มต้นเมื่อมีการสถาปนาคณะครุศาสตร์ เมื่อ ๖๐ ปีที่แล้ว ตามที่ทราบกัน ในปัจจุบัน หากแต่มีรากเหง้าที่ยาวนานกว่า ๑๒๕ ปี นับตั้งแต่ที่การผลิตและพัฒนาครูอยู่ในความรับผิดชอบ ของโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนฝึกหัดครู ก่อนจะเป็นแผนกคุรุศึกษาในโรงเรียนข้าราชการ พลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระ บรมราชโองการประกาศยกโรงเรียนมหาดเล็กขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ดังความตอนหนึ่งในคํากราบบังคมทูล ของนายกสภากรรมการในวันพระราชพิธีก่อพระฤกษ์โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วันที่ ๓ มกราคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๘ ที่ระบุประวัติการจัดตั้งแผนกคุรุศึกษาใน ขั้นต้น ก่อนจะเป็นแผนกวิชาในคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไว้ว่า

“ โรงเรียนฝึกหัดครู...อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวงธรรมการ...ในชั้นต้นนี้ เพียงแต่รวบรวม ระเบียบการของโรงเรียนนั้น ๆ ให้ลงรูป และพิมพ์เปนเล่มเดียวกันไว้ เรียกว่าระเบียบการโรงเรียน ข้าราชการพลเรือน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พอให้ได้ความรู้สึกว่า พแนก นั้น ๆ ของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนอันจะรวมกันเข้าเปนมหาวิทยาลัยนั้นมีอยู่แล้ว แต่ยังแยก ตั้งอยู่ในที่ต่าง ๆ กัน และการบังคับบัญชายังหาได้รวมกันไม่ สมุดระเบียบการอันรวมกันนี้ ได้ พิมพ์ขึ้นเปนครั้งแรก เมื่อ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ มีโรงเรียน ๔ พแนก คือ พแนกรัฐประศาสน ศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่พระบรมหาราชวัง ... พแนกกฎหมาย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กระทรวงยุติธรรม ... และ พแนกฝึกหัดครู ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยา พแนกแพทยาลัย ซึ่งตั้งอยู่ที่วังหลัง... ใน ระหว่างศก ๒๔๕๗ ... ได้จัดตั้งโรงเรียนวังประทุมวัน ซึ่งเดิมเป็นโรงเรียนกระทรวงเกษตร์ โอนมา สมทบกับโรงเรียนข้าราชการพลเรือน เปนพแนกยันตรศึกษาขั้นอีกพแนกหนึ่ง การจัดตั้ง โรงเรียนยันตรศึกษาที่ประทุมวันนี้ ทั้งสถานที่และจํานวนอาจารย์จํานวนนักเรียนให้ช่องที่จะรวม โรงเรียนพแนกอื่นเข้ามาสมทบกันได้อีกด้วย สภากรรมการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนจึงได้รับ โอนโรงเรียนฝึกหัดครูจากกระทรวงธรรมการ มารวมตั้งที่วังประทุมวัน จึงเป็นพแนกคุรุศึกษา ตั้งแต่ต้นศก ๒๔๕๘... เมื่อวันที่ วันที่ ๗ ตุลาคม ศกนี้ ... จึงมี ๓ พแนก คือ พแนกรัฐประศาสน ศาสตร์ มีนักเรียนรวม ๘๑ คน พแนกยันตรศึกษา มีนักเรียน รวม ๘๑ คน กับพแนกคุรุศึกษา มี นักเรียนรวม ๑๑๔ คน”

ต่อมา ในวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อแรกตั้ง แบ่งเป็น ๔ คณะ คือ (๑) คณะแพทย์ศาสตร์ (๒) คณะรัฐประศาสนศาสตร์ (๓) คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ (๔) คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์


คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์นี้ แบ่งออกเป็น ๒ แผนก คือ แผนกอักษรศาสตร์และแผนกวิทยาศาสตร์ ใน ชั้นต้น มีการฝึกหัดครูรวมอยู่ด้วย แต่ต่อมาในวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ได้ย้ายออกไปขึ้นอยู่ในสังกัด กรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ จนกระทั่งพ.ศ. พ.ศ. ๒๔๗๑ กระทรวงธรรมการจัดหลักสูตรฝึกอนุปริญญา ในคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ หลักสูตร ๒ ปี และวิชาครู ๑ ปี เป็นมาตรฐานสําหรับวุฒิครูมัธยม เพื่อ ส่งเสริมวิทยฐานะครูให้สูงขึ้น เป็นผลให้การฝึกหัดครูกลับมาสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีโรงเรียน มัธยมหอวังแห่งจุฬาลงกรณ์หาวิทยาลัย (โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในปัจจุบัน) สําหรับให้นิสิตใช้เป็นสถานที่ฝึก ประสบการณ์วิชาชีพคร


เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ กระทรวงธรรมการ สั่งให้ย้ายการสอนวิชาฝึกหัดครู จากคณะอักษร ศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไปสอนที่ตึกมานุษยนาคมานพ วัดบวรนิเวศวิหาร ต่อมาย้ายการสอนวิชาครูมัธยมไป สอนที่ตึกสามัคยาจารย์สมาคม ในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย คงเหลือการสอนวิชาครูมูลและวิชาครูประถมที่ วัดบวรนิเวศวิหาร การสอนที่สามัคยาจารย์สมาคมเป็นการสอนนอกเวลาราชการ จน พ.ศ. ๒๔๗๐ กระทรวง ธรรมการจึงให้กลับมาสอนวิชาครูมัธยมในคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง โดยตั้งเป็นหลักสูตร ประโยคครูมัธยม ระดับประกาศนียบัตร มี ๒ แผนก คือ ประโยคครูมัธยมอักษรศาสตร์ เรียนอักษรศาสตร์ ๒ ปี แล้วเรียนวิชาครู ๑ ปี และประโยคครูมัธยมวิทยาศาสตร์ เรียนวิทยาศาสตร์ ๒ ปี แล้วเรียนวิชาครู ๑ ปี การสอน วิชาครูมัธยมในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีมาพร้อมกับการตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขาดหายไปเพียง ๒ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๐ เท่านั้น และมีการสอน ป.ม. (ประโยคครูมัธยม) ในคณะอักษรศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ และสอนหลักสูตรอนุปริญญาครุศาสตร์ ครุศาสตรบัณฑิต ในคณะอักษรศาสตร์และครุศาสตร์


ใน พ.ศ. ๒๔๙๑ มีการปรับชื่อคณะจากเดิมเป็นคณะอักษรศาสตร์และครุศาสตร์ และอีก ๕ ปีต่อมาก็มีการเปิด สอนหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตฉบับแรกของไทย ก่อนจะมีการประสานการดําเนินการขยายแผนกวิชาเป็นคณะ ครุศาสตร์ ภายใต้สัญญาอินเดียนนา


นับได้ว่าการฝึกหัดครูมีประวัติอันยาวนาน เริ่มวางรากฐานมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๕ จนปัจจุบัน นับเป็นเวลากว่า ๑๒๕ ปี ตามลําดับการณ์ต่อไปนี้

|Copyright © 2025 | Education Faculty of Chulalongkorn University